การจัดการความรู้ “บริษัท TOYOTA”

บริษัท TOYOTA

 1. วิสัยทัศน์/พันธิกิจ จุดอ่อนและจุดแข็ง

วิสัยทัศน์

–      เป็นบริษัทแกนนำของโตโยต้ามอเตอร์เอเชียแปซิฟิคและเครือข่ายโตโยต้าทั่วโลก

–      เป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับและยกย่องที่สุดในประเทศไทย

หลักการ

–     ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยการท้าทายและเปลี่ยนแปลง

–      เคารพและยอมรับผู้อื่น

–      ยึดหลักความพึงพอใจของลูค้า

–      ทุ่มเทเพื่อมาตรฐานสูงสุด

–      รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

พันธกิจ

–    สร้างความแข็งแกร่งในการปฏิบัติงานและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างเอเชียแปซิฟิก

–      บรรลุการเป็นผู้นำในด้านความพึงพอใจของลูกค้า และในด้านสัดส่วนการตลาด

–      กำหนดให้ความปลอดภัยเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมรากฐานของบริษัท

–      สร้างสังคมที่มีคุณภาพโดยการทำกิจกรรมที่มีคุณค่าเพื่อสังคม

จุดแข็ง (Strengths) เป็นจุดเด่นของรถยนต์ TOYOTA SOLUNA ซึ่งวิเคราะห์จากสิ่งแวดล้อมภายในของบริษัท โดยมีรายละเอียดดังนี้

–       เป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1500 cc แต่มีราคาถูกกว่ารถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน

–      มีการสร้างความน่าเชื่อถือในคุณภาพ โดยการศึกษาอย่างละเอียดจากหุ่นจำลองยานยนต์ต้นแบบ (Clay model) โดยละเอียดเพื่อใช้ในการกำหนดวิศวกรรมโครงสร้างที่ให้ประโยชน์สูงสุดในทุกตารางนิ้ว

–      เป็นยี่ห้อรถยนต์ ที่มีคนรู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพ

–      เป็นรถยนต์ที่มีรูปแบบที่ทันสมัย มีการพัฒนารูปลักษณ์อยู่ตลอดเวลา

–      มีศูนย์บริการอยู่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่

–      วัสดุ อุปกรณ์ทุกชิ้นของ TOYOTA SOLUNA ได้ผ่านการเลือกสรรพร้อมทั้งผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง (Hight technology)

จุดอ่อน (Weaknesses) เป็นจุดด้อยโดยวิเคราะห์จากสิ่งแวดล้อมภายในบริษัท ซึ่งมีดังนี้

–    เป็นรถยนต์ที่ให้กำลังแรงม้าต่ำ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ขนาด 1500 cc ของรถยนต์ยี่ห้ออื่น ๆ

–    บริษัทไม่มี STOCK ของรถยนต์ TOYOTA SOLUNA เพียงพอกับปริมาณการสั่งจองรถยนต์

–    ผู้บริโภคไม่มั่นใจในคุณภาพของรถยนต์ตามที่โฆษณาว่าราคาไม่สูง แต่คุณภาพเท่าเดิม

–    บริษัทมีศักยภาพไม่เพียงพอในการผลิตรถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

2.   กลยุทธ์ของการจัดการความรู้/แนวทางการจัดการความรู้

หากเรามองกลยุทธ์การตลาด 4 P ของบริษัทโตโยต้าจะพบว่าบริษัทโตโยต้าได้ใช้กลยุทธ์ 4 P ดังนี้

Product ตัวสินค้าคือรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มีราคาไม่สูงมากนัก มีความเพียบพร้อมในเรื่องของการออกแบบที่สวยงามและทันสมัย อีกทั้งโตโยต้าเป็นตราสินค้าที่มีมานาน ด้านรูปแบบของสินค้า รถยนต์โตโยต้าได้ออกแบบรูปร่างที่ สวยงาม โดดเด่น ดูทันสมัยมาก พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ถึงอย่างไรแล้ว บริหารโตโยต้าให้ความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมด้วย ด้านความสามารถในการอัพเกรด ในการอัพเกรดนั้นโตโยต้ามีอุปกรณ์สำหรับการอัพเกรดทั้งในการเพิ่มสมรรถนะและอัพเกรดเพื่อความสวยงาม มีอุปกรณ์ให้เลือกมากมาย ความช่วยเหลือทางเทคนิค การให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคนั้นบริษัทโตโยต้ามีศูนย์บริการมากในทุกจังหวัดหากรถเกิดปัญหาสามารถใช้บริการศูนย์บริการได้ทันที

Price ทางด้านราคานั้นโตโยต้ามีการวางราคาที่ไม่สูงมากนักกับคู่แข่งเป็นการวางราคาที่เหมาะสมกับตัวสินค้า ในด้านราคาเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินในในการซื้อรถยนต์โตโยต้า

Place การจัดจำหน่ายสินค้าโตโยต้าจัดจำหน่ายสินค้าผ่านโชว์รูมของโตโยต้า ซึ่ง ปัจุบันมีโชว์รูมมากกว่า 300 โชว์รูมทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายกับลูกค้า รูปแบบการจัดจำหน่ายนั้นเริ่มจากผู้ผลิตและผลิตจากโรงงาน จากนั้นส่งต่อมายังโชว์รูปเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าต่อไป

Promotion สื่อที่ใช้ของโตโยต้ามีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์แต่ให้ความสำคัญโมษณาทางทีวี เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายทุกระดับและสามารถกระตุ้นดึงดูดความสามารถของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

 

3.  ขอบเขตและเป้าหมายการจัดการความรู้

1.ด้านประชากรศาสตร์ (Demographic)กลุ่มเป้าหมายของรถโตโยต้าส่วนใหญ่ประกอบด้วย ผู้ที่มีรายได้ปานกลาง ส่วนหนึ่งมีอาชีพรับราชการ

2.ด้านภูมิศาสตร์ (Geographic)ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด

3. จิตวิทยา (Psychographic)โครงสร้างทางด้านจิตวิทยา ของกลุ่มเป้าหมายของรถโตโยต้า ส่วนใหญ่มีลักษณะดังนี้ (1) คำนึงถึงความคุ้มค่าจากการซื้อรถเพราะราคาถูก (2) ผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่มีสมรรถนะและออกแบบที่ทันสมัย (3) ก่อให้เกิดภาพพจน์ว่าเป็นผู้ที่รักการเดินทาง (4) ผู้ที่มีฐานะทางสังคมระดับกลาง

4.ด้านพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral)กลุ่มเป้าหมายของรถโตโยต้าทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ประกอบด้วย (1) กลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคาของรถยนต์ (2) กลุ่มที่นิยมใช้รถญี่ปุ่น (3) กลุ่มที่นิยมรถยนต์ขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง (4) กลุ่มที่ต้องการ รถยนต์สำหรับครอบครัวที่มีราคาไม่สูงแต่คุณภาพดี

 

4.    ขั้นตอนการจัดการความรู้/กระบวนการจัดการความรู้

1. พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาและอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า Kaizen
2. ในการปฏิบัติงานก็มีระบบการใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ในแทบทุกกระบวนการ ซึ่งเรียกว่า 5 Whys
3. การแลกเปลี่ยน tacit knowledge ระหว่างกันในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่างๆ จะยึดหลัก Genchi-Genbutsu (Go and See)
4. “การเรียนรู้” ของโตโยต้าเน้นที่ OJT – on the job training
5. การนำเสนอ “ความรู้” ระดับบุคคล ได้แก่ Suggestion System
6. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำวัน เรียกว่า Morning Talk
7. ตัวเครื่องมือสำหรับ Continuous Improvement คือ PDCA หรือ QCC
8. เจ้าหน้าที่ระดับหน้างานได้ “เห็น” (visualize) กราฟหรือถ้อยคำง่าย ๆ ที่สะท้อนคุณภาพและการพัฒนาคุณภาพในภาพรวมของโรงงานและแต่ละ “หมู่บ้าน” ก็เขียนรายงานง่าย ๆ ว่าตนได้ปรับปรุงงานในลักษณะลดการสูญเสียอย่างไรบ้าง
9. ผู้บริหารทำหน้าที่เอาภาพย่อยๆ เหล่านี้ไปสังเคราะห์เป็นภาพรวมและสอดส่ายสายตาหา “ผลงานเลิศ”/”วิธีการเลิศ”นำมายกย่องและทำให้เป็นมาตรฐานใหม่ในระดับองค์กรเห็นการบริหารงานแบบ empowerment ชัดเจน แต่ไม่ใช่ empowerment แบบไร้โครงสร้าง
10. การบริหารต่อระดับล่างแบบ empowerment ผู้บริหารระดับสูงก็บริหารทิศทางและความมั่นคงระยะยาว

5.    ความสำเร็จที่ได้รับ/ผลที่ได้รับ

                บริษัทโตโยต้า ในปัจจุบัน มียอดขายรวมของรถเก๋งและรถกระบะเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย รวมถึงมียอดจำหน่ายเป็นอันดับต้นๆ ในเวทีโลก และในสถานการณ์ปัจจุบันก็มีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ขณะที่บางบริษัทมีผลประกอบการขาดทุน และผู้เขียนจำได้ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2540 บางบริษัทมีการปลดพนักงานจำนวนมาก แต่บริษัทโตโยต้ากลับมีนโยบายไม่ปลดพนักงานประจำ รวมถึงได้ให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้แทนจำหน่ายให้สามารถอยู่รอดได้เมื่อประสบปัญหาวิกฤตดังกล่าว และเห็นว่านโยบายดังกล่าวน่าจะเป็น ส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทโตโยต้าเป็นผู้ผลิตที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง ของประเทศไทยรวมถึงของเวทีโลกในปัจจุบัน ปัญหาวิกฤตดังกล่าว และที่เห็นว่านโยบายดังกล่าวน่าจะเป็น ส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทโตโยต้าเป็นผู้ผลิตที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง ของประเทศไทยรวมถึงของเวทีโลกในปัจจุบัน

Online Business with Google

                Google AdWords คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click ข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาจะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

ค่าใช้จ่ายการลงโฆษณา ผ่านเสิร์ช เอนจิ้นในรูปแบบ Cost Per Click ของ แต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ดคำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ดและการเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงระยะเวลาและความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อให้เกิดราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น

การหา Keyword ในการทำเว็บไซต์

  1. หา Keyword ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
  2. ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ว่าเมื่อเค้าจะหาสินค้าหรือบริการ “เค้าจะค้นด้วยคำว่าอะไร” แล้วค่อยเอา Keyword ทีได้ไปขยายต่อ
  3. คิด เพิ่มคำศัพท์ให้มากขึ้น จากคำเดิม เช่นเปลี่ยนรูปคำศัพท์เป็นเอกพจน์พหูพจน์ คำศัพท์ที่สะกดผิด หรือใช้การผสมผสาน Keyword หาคู่แข่งจาก Search Result (Google, Yahoo, MSN) หรือ ดูหน้าเว็บเค้า ไป view source หรือวิเคราะห์ ดูว่าเค้ามี keyword อะไรบ้าง
  4. ใช้ Niche Keyword (คำเฉพาะ) ก็เป็นสิ่งที่ได้ผลสูง และแข่งขันน้อย
  5. 1 Unique Keyword ต่อ 1 ads ดีที่สุด (สำหรับคนทำ Adwords) ซึ่งจำเป็นต้องใช้งานทั้ง Broad, Match and Phrase ถ้าถามว่า maximum keywords เท่าไรจึงจะดีสำหรับ 1 ads คำตอบก้อคือ 25 unique keywords ซึ่งถ้าใช้ทั้ง 3 แบบ ก้อจะเป็น 75 keywords
  6. search รายชื่อบริษัท หรือ คู่แข่งเราเป็น Keyword เลย
  7. ใช้ระบบพื้นที่ หรือ เมืองเข้าไปร่วมกับ keyword จะช่วยทำให้ keyword ดูเฉพาะ และหลายหลายมากขึ้น

Image

ZMOT หรือ Zero Moment of Truth คือ

        การที่ลูกค้าได้รู้จักและมีความสนใจในสินค้าก่อนที่จะเช้าไปดูสินค้าในร้านค้าจริงๆ ซึ่งลูกค้าอาจรู้ได้จากการเข้าชมเว็บไซต์ และ Social Media ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการสแกน Barcode จากโทรศัพท์แล้วเปิดอ่าน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิด ZMOT คือ การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและเครื่องมือที่ใช้เชื่อมต่ออย่างสมาร์ทโฟน ที่มีการพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น ตลอดจนการเจริญเติบโตของเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วมากขึ้น ที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าชมสินค้า รู้สถานที่ตั้ง แหล่งจำหน่าย

SME คืออะไร
คำว่า เอสเอ็มอี นั้นเป็นคำย่อ ของคำว่า Small and Medium Enterprise (SME) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง สำหรับคำที่ใช้กันอย่างเป็นทางการ ของภาษาไทยคือ “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” นั่นเอง.
คำว่า เอสเอ็มอี นั้นเป็นคำย่อ ของคำว่า Small and Medium Enterprise (SME) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง สำหรับคำที่ใช้กันอย่างเป็นทางการ ของภาษาไทยคือ “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” นั่นเอง

สำหรับประเทศไทย ได้มีกฎหมาย ธุรกิจเอสเอ็มอีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม พ.ศ. 2543 โดยตาม กฎหมายฉบับนี้นั้น ได้ให้อำนาจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการกำหนดว่า ใครบ้างที่จะได้ ขึ้นชื่อว่า เข้าข่ายเป็น ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งจะประกาศออกมาเป็นกฎกระทรวง ก่อนหน้านี้ จะใช้เกณฑ์ ในการวัดว่า ธุรกิจไหนเป็น เอสเอ็มอี ดังนี้คือ
• กิจการที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการผลิตหรือบริการ มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน สองร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สองร้อยคน
• กิจการค้าส่ง ที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หนึ่งร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน ห้าสิบคน
• กิจการค้าปลีก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หกสิบล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สามสิบคน

คำศัพท์

  1. Business หมายถึง  ธุรกิจ  กิจกรรมต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการโดยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันและมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการประโยชน์หรือกำไรจากการกระทำกิจกรรมนั้น
  2.  Keywordหมายถึง คำที่เราเน้นเป็นพิเศษ อาจจะเน้นคำเหล่านั้นด้วย การใช้ลิงค์ Link Tag
  3. Fmotหรือ First Moment of Truth  หมายถึง เป็นคำที่ถูกนิยามไว้ตั้งแต่ปี 2005 โดย Procter & Gamble (P&G) ว่าเป็นชั่วขณะที่ผู้ซื้อมีปฏิสัมพันธ์กับหน้าร้านและเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ
  4. Smot หรือ Second Moment of Truth หมายถึง  เป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้ว และมีประสบการณ์ในการใช้งานสินค้าดังกล่าว เค้าเหล่านั้นอาจจะมาเขียนรีวิวแบ่งปันข้อมูลบนเว็บไซต์ก็เป็นได้
  5. Conversation หมายถึง การสนทนา การคุยกัน, การคบค้าสมาคม, ความสามารถในการสังคมกับคนอื่น,ลักษณะการครองชีพ
  6.  Increase หมายถึงการเพิ่มขึ้น,จำนวนที่เพิ่มขึ้น
  7. Performance หมายถึง ผลงานที่เกิดจากการกระทำ
  8. Go global หมายถึง เพื่อทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานแอพลิเคชั่นจากคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
  9. Social Media หมายถึง สังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล่า เนื้อหา เรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง ทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์
  10.  Social Networkหมายถึง ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์  ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
  11. Stimulus หมายถึง สัญญาณหรือการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีผลต่อกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต
  12. Information Age หมายถึง  เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น โดยเฉพาะด้านธุรกิจ
  13. Online Marketing หมายถึง การตลาดที่มีการนำเอาอินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เรียกว่า การทำการตลาดแบบออนไลน์
  14. Search Engine Merketing (SEM) หมายถึง อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งรวมข้อมูล และความรู้ขนาดใหญ่ที่สุด และกำลังได้รับความนิยมมากในการใช้งานปัจจุบัน และเนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายมหาศาลในอินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้บางครั้งผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้
  15. Ave. Time on Site หมายถึง เวลาเฉลี่ยที่อยู่บนเว็บไซต์ของเรา
  16. Bounce Rate หมายถึง เปอร์เซ็นต์ของคนเข้าเว็บ และออกไปเลย (ไม่สนใจในเว็บของเรา) ยิ่งเปอร์เซ็นต์สูง ยิ่งไม่ดี
  17. Google Analytics หมายถึง ตัวเก็บสถิติเกี่ยวกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ พฤติกรรมของคนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ รวมทั้งติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญการโฆษณา
  18. Content คือ เนื้อหาภายในเว็บไซต์
  19. Pagerank (PR) หมายถึง ค่าที่ทาง google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ของเรา ซึ่งมีตั้งแต่ระดับ 1-10 ยิ่งมีค่ามากยิ่งแสดงว่า google ให้ความสำคัญมาก ค่านี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของเว็บ และคุณภาพของ Link ที่เข้ามาหาเว็บ
  20. Traffic หมายถึง ปริมาณผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ที่ทำ SEO

การทำธุรกิจและการตลาดในยุคดิจิทัล 3.0

การทำการตลาดในโลกออนไลน์

                สำหรับในยุคนี้ เราคงจะหลีกเลี่ยงหรือหนีคำว่า Social Media ไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะพบเห็นมันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะยังสงสัยว่า “Social Media” มันคืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะมารู้จักความหมายของมันกันครับ

                คำว่า “Social” หมายถึง สังคม ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงสังคมออนไลน์ ซึ่งมีขนาดใหม่มากในปัจจุบัน

                คำว่า “Media” หมายถึง สื่อ ซึ่งก็คือ เนื้อหา เรื่องราว บทความ วีดีโอ เพลง รูปภาพ เป็นต้น

ดังนั้นคำว่า Social Media จึงหมายถึง สื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองทางสังคมได้หลายทิศทาง โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต พูดง่ายๆ ก็คือเว็บไซต์ที่บุคคลบนโลกนี้สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้นั่นเอง

                พื้นฐานการเกิด Social Media ก็มาจากความต้องการของมนุษย์หรือคนเราที่ต้องการติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน จากเดิมเรามีเว็บในยุค 1.0 ซึ่งก็คือเว็บที่แสดงเนื้อหาอย่างเดียว บุคคลแต่ละคนไม่สามารถติดต่อหรือโต้ตอบกันได้ แต่เมื่อเทคโนโลยีเว็บพัฒนาเข้าสู่ยุค 2.0 ก็มีการพัฒนาเว็บไซต์ที่เรียกว่า web application ซึ่งก็คือเว็บไซต์มีแอพลิเคชันหรือโปรแกรมต่างๆ ที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานมากขึ้น ผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถโต้ตอบกันได้ผ่านหน้าเว็บ

                การทำแบนเนอร์ ตั้งชื่อให้มีความสอดคล้อง กับเนื้อหา การวิจัยตลาดความต้องการของลูกค้า ซึ่งในปัจจุบัน นิยมใช้มากคงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook, twitter ซึ่งเป็น Social ขนาดใหญ่ในปัจจุบัน แบ่งได้ดังนี้

หมวดการสื่อสาร (Communication)

  • Blogs: Blogger, LiveJournal, TypePad, WordPress, Vox
  • Internet forums: vBulletin, phpBB
  • Micro-blogging: Twitter,Plurk, Pownce, Jaiku
  • Social networking: Avatars United, Bebo, Facebook, LinkedIn, MySpace, Orkut, Skyrock, Netlog, Hi5, Friendster, Multiply
  • Social network aggregation: FriendFeed, Youmeo
  • Events: Upcoming, Eventful, Meetup.com

 หมวด มัลติมีเดีย (Multimedia)

  • Photo sharing: Flickr, Zooomr, Photobucket, SmugMug
  • Video sharing: YouTube, Vimeo, Revver
  • Art sharing: deviantART
  • Livecasting: Ustream.tv, Justin.tv, Skype
  • Audio and Music Sharing: imeem, The Hype Machine, Last.fm, ccMixter

  คำศัพท์

  1. Social คือ สังคมออนไลน์
  2. Social network  คือ เครือข่ายทางสังคม คือ กลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน
  3. Social media  คือ  สื่อสังคม คือ ตัวกลางในการให้เครือข่ายทางสังคมสามารถติดต่อ ทราบการเปลี่ยนแปลงร่วมกันได้ ตัวอย่าง guru facebok
  4. Consumer  คือ  ลูกค้าหรือผู้บริโภค  
  5. Conversations คือ  การสนทนาซึ่งมีการโต้ตอบ
  6. Transparency   คือ  การกระทำการใด ๆ วางแผนอะไรอยู่ และประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลถึงแนวทางความคิด ถึงวิธีการ ถึงกระบวนการ และวัตถุประสงค์บั้นปลายของแนวนโยบายต่าง ๆ ในระยะนั้นจึงเกิดคำใหม่ขึ้นมา
  7. Collaboration  คือ  กระบวนการของการมาทำงานร่วมกันโดยมีจุดหมายร่วมกัน
  8. Product Innovation   คือ  การใช้ความรู้ หรือเทคโนโลยีมาพัฒนาปรับปรุง. สินค้าเดิม
  9. Relationship Marketing คือ การตลาดแบบมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า หรือการแลกเปลี่ยนไอเดีย
  10. Service Marketing  คือ การตลาดบริการ กิจกรรมหรือผลประโยชน์ที่บุคคลหนึ่งเสนอแก่อีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคือไม่ สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ หรือความต้องการของลูกค้า
  11. customer knowledge management   คือ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ และการจัดการความรู้ของลูกค้า
  12. managing communities of creation  คือ  เป็นกลุ่มที่ชังคิดไอเดียใหม่ๆ.
  13. strategy development   คือ  แนวทางที่องค์กรใช้เตรียมการสําหรับอนาคตซึ่งอาจจะใช้วิธีการต่างๆ ในการคาดการณ์พยากรณ์ทางเลือก  เพื่อช่วยในการพัฒนาองค์กร
  14. share คือ เป็นการแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ  
  15. Dialogue คือ เป็นการรับฟังวิธีคิด วิธีการให้คุณค่า ความหมายของคนอื่นต่อสิ่งที่พูด เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ละทิ้งสิ่งที่แต่ละคนยึดถือ เพื่อผ่าข้ามพรมแดนแห่งตัวตนไปพร้อมๆกัน
  16. Social Network  คือ สังคมออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณหาเพื่อนบนโลกอินเตอร์เนทได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา เพื่อแนะนำตัวเองได้
  17. Innovation  คือ  การนำสิ่งใหม่ ๆ อาจเป็นแนวความคิด หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่
  18. Co-creation  คือ การให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการที่จะพัฒนาสินค้า
  19. Content is King    คือ  ทำเว็บ ทำเนื้อหาให้คนอ่าน สื่อสารกับคนที่อยู่อีกฟากหนึ่ง ของ Monitor ที่เปิดหน้า webpage ของเรา เข้ามาอ่านเนื้อหาเรา เป็นชั่วโมงๆ
  20.  Brand  คือ  ภาพลักษณ์ของสินค้าหรือองค์กรในความคิดคำนึงของกลุ่มเป้าหมายที่ทำให้สินค้าและองค์กรนั้นๆมีความแตกต่างจากคู่ขางอย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์. Brand เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้

การวิเคราะห์ธุรกิจ E-commerce ในประเทศไทย

1.  สาเหตุใดที่ทำให้ธุรกิจ E-commerce ในประเทศไทย ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

          สาเหตุที่ร้านค้าออนไลน์ในประเทศไทย ไม่ประสบความสำเร็จส่วนนึงเป็นลักษณะนิสัยของคนไทย ชอบเห็นสิ่งของก่อน แล้วค่อยซื้อ และยังร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ที่ทำให้สามารถออกไปชอปปิ้ง ด้วยการเดินทางที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน ไม่เหมือนต่างประเทศ ที่ห้างร้าน อยู่ไกลกันมาก การซื้อสินค้าออนไลน์ จึงสะดวกกว่า การเดินทางไปซื้อด้วยตัวเอง และความสะดวกสบาย ในการชำระเงินออนไลน์ ซึ่งคนไทยส่วนน้อย มีความรู้เรื่องการ การชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อยากซื้อ แต่ไม่รู้จะชำระเงินอย่างไร ? อีกทั้ง ผู้ที่จัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาแล้ว ถึงแม้จะสวยงาม แต่ไม่มีคนเข้า!!

 
         1. ด้วยร้านค้าห้างในประเทศไทย มีมากมายภายใน 1 อำเภอ อาจจะมีมากกว่า 4 แห่งก็ได้ ทั้ง Big C, Carfu, Lotus , ห้างประจำท้องถิ่น หรือ 7-Eleven มีมากมาย อยากจะได้อะไรก็เดินทางไปดูได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น การจะให้เว็บไซต์ของเราซื้อขายผ่าน Internet ได้ จึงต้องมีความแตกต่างกับการซื้อขาย ในห้างร้านทั่วไป

         2.  การชำระเงินออนไลน์  จากงาน E-commerce E-Business Expo 2007 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน จะเห็นได้ว่า ธนาคารต่าง ๆ ทั้ง ธ.กสิกรไทย  ธ.กรุงเทพฯ ฯลฯ ให้ความสำคัญกับการชำระเงินออนไลน์ และมีการจัดสัมมนาภายในงานอีกด้วย ทำให้เห็นได้ว่า ธนาคารต่าง ๆ เล็งเห็นถึงความสำคัญกับ E-commerce ในประเทศไทยที่มีโอกาสเติบโตได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต ผู้ประกอบธุรกิจหลายหมื่นคน ให้ความสนใจมาก แต่บุคคลทั่วไป ที่ไม่มีความชำนาญในการใช้อินเทอร์เน็ต การจะให้หันมาใช้การซื้อขาย ผ่านเว็บไซต์ก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่  ดังนั้นต้องให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปมากขึ้น

          3. การทำประชาสัมพันธ์หรือ การโปรโมทเว็บให้คนรู้จัก การทำเว็บไซต์เพื่อค้าขาย ก็เหมือนกับการเปิดร้านค้า ถ้าไม่โปรโมท ถ้าไม่บอกให้คนรู้ เว็บไซต์ก็จะไม่มีคนรู้จัก การทำเว็บไซต์ผู้ประกอบกิจการหลายแห่ง ให้ความสำคัญกับความสวยงามของเว็บ โดยการใช้อนิเมชั่นให้สวยงาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การใช้งานของเว็บไซต์ ที่ต้องคำนึงถึงผู้ใช้งาน มากกว่า เจ้าของเว็บ เว็บไซต์ต้องใช้งานง่าย เข้าถึงได้รวดเร็ว และสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในปัจจุบันที่ ทุกคนในโลกอินเทอร์เน็ตรู้จักกันดีคือ Search Engine ชั้นนำของโลกอย่าง Google หากสามารถทำให้สินค้า หรือบริการ ติดอันดับต้น ๆ ของ Google ได้ก็จะมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจในโลกอินเทอร์เน็ต แต่ในหน้าแรกของ Google มีที่ว่างให้เพียงแค่ 10 อันดับ กับผู้สนับสนุนของ Google ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็น ต่อคลิ๊กเท่านั้น คนทำ E-commerce ในธุรกิจเดียวกันบางทีมีมากกว่า 1 ล้านเว็บ แล้วมีเพียงแค่ไม่กี่รายที่ จะทำให้อยู่ใน Goolge ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะติด Google ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะขายได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและบริการ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดีด้วย การทำการตลาดผ่านเว็บ หรือ Internet Marketing นั้น ในต่างประเทศมีแผนกนี้โดยเฉพาะ แต่ในประเทศไทย ยังไม่เห็นถึงความสำคัญเท่าที่ควร แต่ในอนาคต อันใกล้ จะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากใครเริ่มต้นทำ Internet Marketing ก่อน มีลู่ทางมากกว่าผู้ที่ทำทีหลังอยู่แล้ว

          4. เว็บไซต์ E-commerce เกือบทุกเว็บ จะขายเพียงอย่างเดียว ยัดเยียดให้ลูกค้า เข้ามาซื้อของในเว็บไซต์ แล้วคนที่เข้ามาในเว็บได้ประโยชน์อะไรกลับมาบ้างหรือเปล่า ??  เว็บไซต์ที่ดีไม่ได้เพียงแค่จะเอาเงินจากลูกค้าเพียงอย่างเดียว เราต้องให้อะไรกับลูกค้าก่อน ลูกค้าก็จะกลับเข้ามาซื้อสินค้าของเราเองในภายหลัง ซึ่งในส่วนนี้ อาจจะเป็น เรื่องของ บทความภายในเว็บ หากเว็บไซต์ ขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ถ้าลูกค้าประสบปัญหา ไม่รู้จะเลือกยี่ห้อในดี เปรียบเทียบ สินค้า อะไรดี แทนที่ลูกค้าจะเข้าไปดู ถามข้อมูลจาก pantip.com หรือไปโพสถามเพื่อนจากเว็บบอร์ดต่าง ๆ แต่ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในเว็บเลย คนเข้ามาดูเว็บไซต์เรา ถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ลูกค้าเรา แต่เมื่อเขาต้องการซื้อสินค้าจริง ๆ เว็บที่เขาไปอ่าน หาข้อมูลบ่อย ๆ จะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่คนเหล่านี้เข้ามาซื้อสินค้านั่นเอง

 2.  ถ้าอยากจะให้ระบบการขายสินค้าในรูปแบบ E-commerce ในประเทศไทยประสบความสำเร็จ น.ศ.คิดว่าควรจะต้องประกอบด้วยปัจัยใดบ้าง 

         1. กล้าตัดสินใจ ประการแรกที่ต้องทำคือ ค้นคว้าหาข้อมูล สร้างจินตนาการ กลั่นกรองความคิด หาช่องทางและโอกาสเมื่อมองเห็น จงกล้าตัดสินใจดำเนินการ เพราะธุรกิจนี้ใช้เงินน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเปิดร้านขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า หรือตึกแถวทั่วไป และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การขายสินค้าบนเว็บนี้ สามารถขายให้คนได้ทั่วโลกและมีอากาศทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และค้าส่งออกเป็นล็อตใหญ่ ฉะนั้น เมื่อเห็นโอกาสจงอย่ารีรอเป็นอันขาด

          2. หน้าที่หลักของท่าน คือ การคิดเรื่องการตลาด เมื่อตัดสินใจแล้วหน้าที่หลักคือ การวางแผนการตลาด คือจะขายให้ใคร ความต้องการและพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นอย่างไร จะวางตำแหน่งสินค้าอย่างไร จะต้องพัฒนาสินค้าอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น จะตั้งราคาสินค้าเท่าใด จะขายผ่านช่องทางใด ตรงไปที่ผู้นำเข้า พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีกหรือผู้บริโภคโดยตรง และจะประชาสัมพันธ์เว็บ หรือมีรายการส่งเสริมการขายอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการมีเทคโนโลยีดี ๆ ด้วยซ้ำ

          3. โปรแกรมด้าน e-commerce มีความพร้อมให้ใช้งานอยู่แล้วสำหรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น มีให้ใช้โดยทั่วไปอยู่แล้ว เช่นwww.ecombot.com ซึ่งมีระบบครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว ทั้งหน้าร้าน หรือออกแบบเว็บเพจให้มี ระบบออนไลน์แคตาล็อค ระบบตระกร้า หรือ shopping cart ระบบรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตแบบ real-time ระบบติดตามผลการขาย ระบบออกรายงานขาย ระบบลงทะเบียน search engines เป็นต้น ฉะนั้น หน้าที่ของท่านก็เพียงแต่นำเอาข้อมูลสินค้า ราคา รูปภาพที่เตรียมไว้แล้วป้อนเข้าสู่ระบบเท่านั้น ก็สามารถเปิดใช้งานได้ทันที

          4. ใช้งบประมาณลงทุนน้อย เงินลงทุนที่ใช้เพียงค่าสมาชิกอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ โมเด็ม และค่าโปรแกรม e-commerce นอกจากนี้ยังมีการซื้อโปรแกรมระบบ e-commerce ในอัตราเดือนละไม่ถึง 500 บาท ก็เป็นอันเสร็จสิ้น แต่หากท่านไม่มีคอมพิวเตอร์ โมเด็ม และไม่ได้เป็นสมาชิกอินเทอร์เน็ต เลยก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนี้ ค่าเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 25,000 บาท ค่าโมเด็ม ประมาณ 3,000 บาท และค่าสมาชิกอินเทอร์เน็ตประมาณเดือนละ 500 บาท หรือรวมเบ็ดเสร็จแล้วลงทุนทั้งหมดอยู่ในราว 30,000 บาท

          5. เร่งงานให้เสร็จตามกำหนด เวลาในการลงมือทำงานแล้ว สิ่งสำคัญต้องเร่งทำเดินงานให้เสร็จทันตามเวลา ไม่ควรเรื่องมาก หรือเขียนคิ้วทาปากให้กับเว็บ ทำการทดสอบสินค้าและราคาก่อน เพราะสาระสำคัญทางการค้ายังมีเรื่องที่ต้องทดสอบอีกมาก และก็ไม่มีใครสนใจความสวยงามของเว็บท่านมากนัก เพราะเขามาซื้อสินค้าไม่ใช้มาซื้อเว็บของท่าน อย่าลืม “เรียบง่าย ดูดี น่าเชื่อถือ” เป็นสำคัญ

SEM (Search Engine Marketing)

     SEM ย่อมาจากคำว่า Search Engine Marketing เป็นการผสมคำกันระหว่างคำว่า Search Engine หรือ เครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต และคำว่า Marketing หรือการตลาด ดังนั้น SEM หรือ Search Engine Marketing จึงหมายถึง “การทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต”

การทำ SEM เป็นวิธีการโปรโมตเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย เนื่องจากในการค้นหาข้อมูลในแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้ Keyword (คีย์เวิร์ด) เป็นตัวกำหนดขอบเขต

เมื่อเราิป้อน Keyword ลงในช่องค้นหา Search Engine จะประมวลผลและแสดงออกมาเป็นรายการของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงกับ Keyword นั้นๆ ไว้ในหน้า Search Result Page หรือ หน้าแสดงผลการค้นหา ยิ่งเว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้มีคนเปิดเข้าไปดูมากขึ้นเท่านั้น และนำมาซึ่งยอดผู้ใช้บริการหรือยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น

Search engine ที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบันคือ Google และ Yahoo! โดย Google เป็นที่นิยมอันดับ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย ส่วนในประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และใต้หวันนิยมใช้ Yahoo!

สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. SEO (Search Engine Optimization) หรือการโปรโมทเว็ปไซต์ คือ การเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในส่วนของผลการค้นหาทั่วไปในหน้า Search Result Page โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฏของ Search Engine นั้นๆ

2. PPC (Pay Per Click) คือ ส่วนของพื้นที่โฆษณาซึ่งอยู่ในหน้า Search Result Page เช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินเมื่อมีการคลิ๊กเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ PPC มีข้อแตกต่างกับ SEO ตรงที่สามารถแสดงผลในลำดับต้นๆได้ง่ายและรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเว็ปไซด์ เพียงแค่ประมูล Keyword ที่ต้องการมา เว็บไซต์ก็สามารถแสดงอยู่ในอันดับต้นๆได้

SEO (Search Engine Optimization)

SEO คืออะไร

      Search Engine Optimization หรือที่มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงกับวิธีการค้นหาของ Search Engine เพื่อให้เว็บไซต์ที่ต้องการโฆษณาอยู่ในอันดับต้นๆ หมายความว่าหากเว็บไซต์ของเรานั้น มีการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ดีกว่าเว็บไซต์คู่แข่ง ก็จะทำให้ลูกค้ามีโอกาสค้นพบเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น

หลักการทำงานของค้นหาใน Search Engine คือ เมื่อผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทำการค้นหาข้อมูลด้วยคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหาเว็บไซต์คำใดคำหนึ่งใน Search Engine แล้ว Search Engine จะตรวจสอบหน้าเว็บไซต์ทุกหน้าในฐานข้อมูล ซึ่งถ้าเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ใดในฐานข้อมูลมีคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหาเว็บไซต์ที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตใช้มากที่สุด และมี PageRank ของหน้าเว็บไซต์สูงที่สุด หน้าเว็บไซต์นั้นจะถูกจัดแสดงอยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาเว็บไซต์ของ Search Engine

ซึ่งการทำ SEO แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

  1. On page factor คือการจัดการปรับแต่งเอกสาร HTML หรือเว็บเพจให้ตรงกับการค้นหาของ Search Engine เช่น Contents, meta tag ต่างๆ เป็นต้น
  2. Off page factor คือ การปรับแต่งปัจจัยภายนอกที่ไม่เกี่ยวกับเอกสาร HTML ได้แก่ link popularity และการทำ submission เป็นต้น

โดยวิธีการปรับแต่งทั้ง 2 ส่วนประกอบนี้ มีวิธีการทำงานแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล

E-Business

E-Business

รู้จักกับ E-Business เมื่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมได้และยังจำ เป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นส่วนหนึ่งใน การดำเนินกิจกรรมเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการประกอบการด้วย นอกจากนี้การประกอบธุรกิจโดย ใช้เทคโนโลยีนั้นมีข้อเด่นหลายประการอย่างเช่น ทำให้ต้นทุนลดลง การขยายกรอบธุรกิจได้กว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้แนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย จนก่อให้เกิดโอกาสการสร้างระบบธุรกิจจาก เทคโนโลยี ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการเองผู้ให้บริการ และอื่นๆ การประกอบการธุรกิจบนเครือข่ายหรือที่เรียกว่า E-Business

E-Business VS E-Commerce

คนส่วนใหญ่มักคิดและเข้าใจว่า E-Business และ E-Commerce เป็นสิ่งเดียวกันซึ่งไม่ถูกต้อง ทีเดียวนัก E-Business เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารต้องจับตามองและให้ความสนใจ เพราะ E-Business เป็นกระบวนการดำเนินการทางธุรกิจผ่านระบบเครือข่าย ซึ่งรวมระบบการจัดการต่างๆ เช่น กระบวนการผลิต การตลาด การจัดจำหน่ายและยังรวมถึงการบริหารงานด้วย ดังนั้น E-Business จึงเป็นมากกว่าการซื้อขายบนเครือข่ายแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจที่เคยเป็นมาในอดีต ในขณะที่ E-Commerce เป็นกระบวนการการทำธุรกรรมผ่านเครือข่าย เช่น การซื้อขาย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายโอนเงิน ดังนั้น E-Commerce จึงนับว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ E-Business เท่านั้น

รูปแบบของ E-Business แบ่งออกเป็น 3 ระดับดังนี้

1. B2B ในเชิงปฏิบัติจะหมายถึง การทำเดินธุรกิจแบบ ธุรกิจต่อธุรกิจหรือบริษัทต่อบริษัท

2. B2C ก็จะหมายถึง การดำเนินธุรกิจระหว่าง ธุรกิจกับลูกค้า หรือร้านค้าต่อลูกค้า

3. C2C นั้นก็จะหมายถึง การทำธุรกิจที่ติดต่อกับโดยตรงระหว่างลูกค้ารายย่อยที่ซื้อข่ายกันเอง

The pizza hut http://www.pizzahut.co.th ธุรกิจนี้อยู่ในรูปแบบของ B2C

กลยุทธ์ทางการตลาด

Pizza Company ใช้กลยุทธ์แต่ละท้องถิ่น (Localization) คือการดำเนินนโยบายและจัดส่วนประสมการตลาด (4ps) ที่แตกต่างกันเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่
กลยุทธ์ผสม ใช้นโยบายมาตราฐานทั่วโลก และใช้การตลาดแต่ละท้องถิ่นโดยหาจุดเหมือนและจุดต่าง ปรับให้เหมาะกับสภาพตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ได้ โดยใช้วิธี Think Globally, Act Locally คือ มีมาตราฐานในการผลิต การตลาด การบริหารให้เหมือนกันทั่วโลก แต่มีการดัดแปลงส่วนผสมให้เข้ากับแต่ละท้องถิ่น

ข้อดี ข้อเสีย

Pizza Company ใช้นโยบายการตั้งราคาเป็นแบบ Localized เป็นการตั้งราคาที่ขึ้นอยู่กับประเทศ และพื้นที่นั้นๆ เช่น ถ้าในประเทศอียิปต์ที่มีรายได้ (GDP) ค่อนข้างต่ำ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเลือกใช้วัตถุดิบแล้ว ก็ยังเป็นการกำหนดราคาที่ไม่สูงมากเกินไปกับรายได้ของคนในประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคของคนในประเทศอียิปต์จะได้หันมารับประทานพิซซ่าในราคาที่ตนเองสามารถซื้อไปรับประทานได้ ตามกำลังรายได้ที่ตนได้รับ มักจะต้องมีเครื่องหมายรองรับมาตรฐานอาหารฮาลาล เป็นเครื่องหมายที่รองรับการผลิต เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้มุสลิมบริโภคได้

Pizza Companyจะขายในรูปแบบ Franchise ให้คนอื่นเปิด เนื่องจากต้องการให้อาหารได้คุณภาพที่ดีอยู่เสมอและการบริการที่ดี จึงต้องการให้ผู้ที่ซื้อ Franchise นั้นได้เป็นเจ้าของเอง จะได้ใส่ใจในสินค้าและบริการ เพราะแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกัน